ข้อสังเกตอีกอย่าง ตอนเดินถนน คือ ไม่เห็นรถมอเตอร์ไซค์เลย ทำให้เมืองค่อนข้างเสียงเงียบ เงียบสงบไปอีกแบบ
รถที่วิ่งบนท้องถนนเกือบทุกคันมี GPS ติดตั้งไว้บนรถ ไม่ว่าจะเป็นรถเก๋ง หรือรถบรรทุกส่งของก็ตาม อันนี้รู้สึกว้าวมาก เหมือนว่า GPS เป็นอุปกรณ์พื้นฐานที่ติดมากับรถทุกคัน
อีกอย่างที่สังเกตได้ตอนเดินข้างถนน คือ ถังขยะหายากมากๆๆๆๆ จะมีก็เฉพาะหน้าร้านค้าที่ขายของกิน โดยให้ทิ้งเฉพาะของกินที่ซื้อจากร้านนั้น เพราะฉะนั้น เวลาซื้อของกินก็มักจะยืนกินให้เสร็จตรงนั้นเลย เพราะจะได้ทิ้งขยะของทางร้าน ไม่งั้นคงต้องเอาขยะกลับไปทิ้งที่โรงแรมแน่นอน เพราะถังขยะหายากจริง ๆ
นอกจากถังขยะจะหายากแล้ว การทิ้งก็ยากเหมือนกัน เพราะต้องแยกขยะตอนทิ้งด้วย เช่น ถังขยะหน้าร้านเครป จะมีเขียนแยกไว้เลยว่า กระดาษให้ทิ้งช่องนี้ ส่วนช้อนพลาสติกให้ทิ้งช่องนี้ เป็นระเบียบมาก ๆ
วันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559
ข้อสังเกต จากญี่ปุ่น (1)
จขบ. (เข้าของบล็อก) เพิ่งได้ไปต่างประเทศเป็นครั้งแรก
ประเทศที่ได้ไป คือ ประเทศญี่ปุ่น
โดย จขบ. ได้ไปแถวโตเกียวแค่แถบเดียว
รู้สึกเหมือนได้เปิดหูเปิดตา ได้เห็นประเทศที่มีความเป็นระเบียบ และแตกต่างจากประเทศไทยเป็นครั้งแรก
ข้อสังเกตที่สังเกตได้จากการไปเห็นบ้านเมืองที่ญี่ปุ่น คือ
ประเทศที่ได้ไป คือ ประเทศญี่ปุ่น
โดย จขบ. ได้ไปแถวโตเกียวแค่แถบเดียว
รู้สึกเหมือนได้เปิดหูเปิดตา ได้เห็นประเทศที่มีความเป็นระเบียบ และแตกต่างจากประเทศไทยเป็นครั้งแรก
ข้อสังเกตที่สังเกตได้จากการไปเห็นบ้านเมืองที่ญี่ปุ่น คือ
- การข้ามถนน ไม่ต้องใช้ skill ขั้นสูงแบบกรุงเทพฯ เพราะทุกแยกทุกตอนที่มีทางข้าม จะมีการตีเส้นทางม้าลายไว้ทุกแยก และเกือบทุกแยกมีสัญญาณไฟสำหรับคนข้าม ทำให้การข้ามถนนทำได้ง่ายมาก ไม่ต้องใช้ skill วัดดวง อ่านใจ หรือวัดใจกับคนขับรถว่าจะหยุดให้เราข้ามหรือเปล่าเหมือนในกรุงเทพฯ
- การข้ามถนน หากไฟสัญญาณบอกว่าข้ามได้ยังไม่ดับ ก็ไม่มีคนขับรถคนไหนบีบแตรเร่งให้คนข้ามให้หมด หรือเมื่อเห็นว่าคนข้ามหมดแล้วแต่สัญญาณคนข้ามยังไม่เปลี่ยนเป็นห้ามคนข้ามก็จะไม่มีรถคันใดย่างกรายเข้าไปในพื้นที่คนข้าม รู้สึกสบายใจมากเมื่อข้ามถนนที่ญี่ปุ่น
วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2559
สมุดทะเบียนรถหาย ทำยังไงดี??
(มีสรุปด้านล่าง สำหรับผู้ที่กำลังอยู่ในความเร่งรีบ หรือหาข้อมูลว่าต้องทำอะไรบ้าง คริคริ)
วันนี้ไปออกเล่มทะเบียนรถใหม่ เนื่องจากของเดิมหาย
เลยมาบอกเล่าประสบการณ์เผื่อใครมา search เจอ อิอิ
เรื่องของเรื่อง คือ สมุดทะเบียนรถ และ ป้ายภาษี (ป้ายสี่เหลี่ยม) ของคุณพ่อของ จขบ. (ย่อมาจาก เจ้าของบล็อก เป็นอันรู้กันนะ ^^) หายไป ทำยังไงล่ะทีนี้ ไม่กล้าใช้รถเลย เลยต้องไปออกเล่มกับป้ายสี่เหลี่ยมใหม่
เมื่อเอกสารหาย อย่างที่แรกที่ต้องทำ คือ แจ้งความที่โรงพัก
เนื่องจากคุณพ่อของ จขบ. ไม่ได้ไปเอง ดังนั้น เลยต้องมีหนังสือมอบอำนาจ สำหรับแจ้งความแทน ก็ลองค้น ๆ ดูแนวจากใน Google แล้วก็ดัดแปลงนิดหน่อย
ตอนไปแจ้งความต้องนำบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มอบอำนาจตัวจริงไปด้วย พร้อมสำเนา
สรุปคือ ในขั้นแจ้งความแทน ใช้ ใบมอบอำนาจ บัตรประจำตัวตัวจริงของผู้มอบอำนาจ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้รับมอบอำนาจ
ไปแจ้งความแล้วคุณตำรวจก็จะให้หลักฐานการแจ้งความมา
พอได้ใบแจ้งความแล้ว ก็ไปที่กรมการขนส่งทางบก เพื่อออกเอกสารใหม่ และเนื่องจากคุณพ่อไม่ได้ไปเอง เลยต้องใช้หนังสือมอบอำนาจด้วย ก็จัดแจงพิมพ์ออกมาเขียนเรียบร้อย หาจากเว็บกรมการขนส่งทางบก http://www.dlt.go.th/th/e-form/
รถของคุณพ่อของ จขบ. จดทะเบียนในกรุงเทพฯ ก็เลยต้องไปที่ ขนส่งทางบก ตรงหมอชิตเก่า ใกล้ ๆ รถไฟฟ้าใต้ดิน จตุจักร ทางออก 4
พอไปถึง จขบ. ก็งงเล็กน้อย มาเองครั้งแรก อ่านป้ายไปมา ก็พบว่า พวกทะเบียนรถ จ่ายภาษี หรืออะไรแนวนี้ ให้ไปทำที่ อาคาร 2
พอไปถึงอาคาร 2 ก็จะแยกเป็นชั้น ๆ ไปเลย โดยส่วนของรถเก๋งจะต้องทำเรื่องต่าง ๆ ที่ชั้น 2
ขึ้นมาชั้น 2 บอกเลยว่า งงมาก ไม่รู้จะเริ่มจากไหน ผู้คนเยอะแยะไปหมด ถามเจ้าหน้าที่ (น่าจะเป็นพี่ยามมากกว่า) ได้ความว่า ให้ไปเริ่มจาก ประชาสัมพันธ์ ที่อยู่ประจำชั้นนั้น ๆ (ในที่นี้คือ ชั้น 2)
แจ้งเจ้าหน้าที่ที่ประชาสัมพันธ์ว่า ต้องการออกเอกสารใหม่ คือ สมุดจดทะเบียนรถ กับ แผ่นป้ายภาษี ใหม่ แทนที่หายไป โดยมาทำแทนเจ้าของรถ
เจ้าหน้าที่ก็จะให้ใบเขียนคำร้องมา ว่าต้องการออกเอกสารสองรายการนี้ใหม่ แทนฉบับที่สูญหาย และบอกว่าต้องใช้ใบมอบอำนาจด้วย พร้อมติดอากรแสตมป์ (อากรแสตมป์มีขายที่จุดประชาสัมพันธ์เลยจ้า ไม่ต้องไปหาซื้อมาก่อน พร้อมบริการติดให้ทันทีด้วยนะ) และใช้บัตรประจำตัวประชาชนตัวจริงของผู้มอบอำนาจ + สำเนาบัตรประชาชนผู้มอบอำนาจ + สำเนาบัตรผู้รับมอบอำนาจ + สำเนาทะเบียนบ้านเจ้าของรถ
ให้ไปกรอกคำร้องให้เรียบร้อย พร้อมเตรียมหลักฐาน แล้วไปหาเจ้าหน้าที่ที่ประชาสัมพันธ์อีกครั้ง พอเจ้าหน้าที่ตรวจหลักฐานแล้ว ก็จะบอกว่าให้ไปทำอะไรต่อ
กรณีของ จขบ. คือ สมุดทะเบียนหาย เลยต้องไปคัดข้อมูลจากธุรการประจำชั้นก่อน
ที่ธุรการประจำชั้น วางเอกสาร รอเรียก แล้วก็แจ้งว่าเล่มหาย เจ้าหน้าที่ก็จะสอบถามรายละเอียดทะเบียนรถ ชื่อเจ้าของ ฯลฯ แล้วก็จะเขียนข้อมูลที่คัดออกมาให้
จากนั้นกลับไปที่ประชาสัมพันธ์อีกครั้ง เพื่อตรวจสอบเอกสาร คราวนี้โอเคแล้ว ได้รับบัตรคิวมา ดูที่บัตรคิวแล้วแอบท้อใจ มีจำนวนผู้รอ 60 คน คิดในใจคงจะช้าแน่
แต่ผิดคาด ไม่ช้ามาก สัก 30 นาทีก็ถึงคิวแล้ว ไปถึงก็แจ้งเจ้าหน้าที่อีกครั้งว่าจะออกสมุดทะเบียน กับ แผ่นป้ายภาษีใหม่ โดยมอบอำนาจมาดำเนินการ เจ้าหน้าที่ก็จะตรวจสอบหลักฐาน ขอดูบัตรประจำตัวประชาชนผู้มอบอำนาจกับผู้รับมอบอำนาจตัวจริง แล้วก็เสียค่าธรรมเนียม จากนั้นก็บอกให้ จขบ. นั่งรอประมาณ 20 นาที
ประมาณ 20 นาที เจ้าหน้าที่ก็เรียกให้ไปรับเอกสาร
ตรวจสอบความถูกต้องแล้วก็โอเค กลับบ้านได้
ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ให้บริการ รู้สึกว่าได้รับบริการดีกว่าที่คาดหวังไว้ ตอนแรกนึกว่าจะช้ากว่านี้เสียอีก และเจ้าหน้าที่จะดูไม่ให้ความช่วยเหลือ แต่จริง ๆ ก็ให้การช่วยเหลือดีมาก
จบ Happy Ending
สรุป
วันนี้ไปออกเล่มทะเบียนรถใหม่ เนื่องจากของเดิมหาย
เลยมาบอกเล่าประสบการณ์เผื่อใครมา search เจอ อิอิ
เรื่องของเรื่อง คือ สมุดทะเบียนรถ และ ป้ายภาษี (ป้ายสี่เหลี่ยม) ของคุณพ่อของ จขบ. (ย่อมาจาก เจ้าของบล็อก เป็นอันรู้กันนะ ^^) หายไป ทำยังไงล่ะทีนี้ ไม่กล้าใช้รถเลย เลยต้องไปออกเล่มกับป้ายสี่เหลี่ยมใหม่
เมื่อเอกสารหาย อย่างที่แรกที่ต้องทำ คือ แจ้งความที่โรงพัก
เนื่องจากคุณพ่อของ จขบ. ไม่ได้ไปเอง ดังนั้น เลยต้องมีหนังสือมอบอำนาจ สำหรับแจ้งความแทน ก็ลองค้น ๆ ดูแนวจากใน Google แล้วก็ดัดแปลงนิดหน่อย
ตอนไปแจ้งความต้องนำบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มอบอำนาจตัวจริงไปด้วย พร้อมสำเนา
สรุปคือ ในขั้นแจ้งความแทน ใช้ ใบมอบอำนาจ บัตรประจำตัวตัวจริงของผู้มอบอำนาจ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้รับมอบอำนาจ
ไปแจ้งความแล้วคุณตำรวจก็จะให้หลักฐานการแจ้งความมา
พอได้ใบแจ้งความแล้ว ก็ไปที่กรมการขนส่งทางบก เพื่อออกเอกสารใหม่ และเนื่องจากคุณพ่อไม่ได้ไปเอง เลยต้องใช้หนังสือมอบอำนาจด้วย ก็จัดแจงพิมพ์ออกมาเขียนเรียบร้อย หาจากเว็บกรมการขนส่งทางบก http://www.dlt.go.th/th/e-form/
รถของคุณพ่อของ จขบ. จดทะเบียนในกรุงเทพฯ ก็เลยต้องไปที่ ขนส่งทางบก ตรงหมอชิตเก่า ใกล้ ๆ รถไฟฟ้าใต้ดิน จตุจักร ทางออก 4
พอไปถึง จขบ. ก็งงเล็กน้อย มาเองครั้งแรก อ่านป้ายไปมา ก็พบว่า พวกทะเบียนรถ จ่ายภาษี หรืออะไรแนวนี้ ให้ไปทำที่ อาคาร 2
พอไปถึงอาคาร 2 ก็จะแยกเป็นชั้น ๆ ไปเลย โดยส่วนของรถเก๋งจะต้องทำเรื่องต่าง ๆ ที่ชั้น 2
ขึ้นมาชั้น 2 บอกเลยว่า งงมาก ไม่รู้จะเริ่มจากไหน ผู้คนเยอะแยะไปหมด ถามเจ้าหน้าที่ (น่าจะเป็นพี่ยามมากกว่า) ได้ความว่า ให้ไปเริ่มจาก ประชาสัมพันธ์ ที่อยู่ประจำชั้นนั้น ๆ (ในที่นี้คือ ชั้น 2)
แจ้งเจ้าหน้าที่ที่ประชาสัมพันธ์ว่า ต้องการออกเอกสารใหม่ คือ สมุดจดทะเบียนรถ กับ แผ่นป้ายภาษี ใหม่ แทนที่หายไป โดยมาทำแทนเจ้าของรถ
เจ้าหน้าที่ก็จะให้ใบเขียนคำร้องมา ว่าต้องการออกเอกสารสองรายการนี้ใหม่ แทนฉบับที่สูญหาย และบอกว่าต้องใช้ใบมอบอำนาจด้วย พร้อมติดอากรแสตมป์ (อากรแสตมป์มีขายที่จุดประชาสัมพันธ์เลยจ้า ไม่ต้องไปหาซื้อมาก่อน พร้อมบริการติดให้ทันทีด้วยนะ) และใช้บัตรประจำตัวประชาชนตัวจริงของผู้มอบอำนาจ + สำเนาบัตรประชาชนผู้มอบอำนาจ + สำเนาบัตรผู้รับมอบอำนาจ + สำเนาทะเบียนบ้านเจ้าของรถ
ให้ไปกรอกคำร้องให้เรียบร้อย พร้อมเตรียมหลักฐาน แล้วไปหาเจ้าหน้าที่ที่ประชาสัมพันธ์อีกครั้ง พอเจ้าหน้าที่ตรวจหลักฐานแล้ว ก็จะบอกว่าให้ไปทำอะไรต่อ
กรณีของ จขบ. คือ สมุดทะเบียนหาย เลยต้องไปคัดข้อมูลจากธุรการประจำชั้นก่อน
ที่ธุรการประจำชั้น วางเอกสาร รอเรียก แล้วก็แจ้งว่าเล่มหาย เจ้าหน้าที่ก็จะสอบถามรายละเอียดทะเบียนรถ ชื่อเจ้าของ ฯลฯ แล้วก็จะเขียนข้อมูลที่คัดออกมาให้
จากนั้นกลับไปที่ประชาสัมพันธ์อีกครั้ง เพื่อตรวจสอบเอกสาร คราวนี้โอเคแล้ว ได้รับบัตรคิวมา ดูที่บัตรคิวแล้วแอบท้อใจ มีจำนวนผู้รอ 60 คน คิดในใจคงจะช้าแน่
แต่ผิดคาด ไม่ช้ามาก สัก 30 นาทีก็ถึงคิวแล้ว ไปถึงก็แจ้งเจ้าหน้าที่อีกครั้งว่าจะออกสมุดทะเบียน กับ แผ่นป้ายภาษีใหม่ โดยมอบอำนาจมาดำเนินการ เจ้าหน้าที่ก็จะตรวจสอบหลักฐาน ขอดูบัตรประจำตัวประชาชนผู้มอบอำนาจกับผู้รับมอบอำนาจตัวจริง แล้วก็เสียค่าธรรมเนียม จากนั้นก็บอกให้ จขบ. นั่งรอประมาณ 20 นาที
ประมาณ 20 นาที เจ้าหน้าที่ก็เรียกให้ไปรับเอกสาร
ตรวจสอบความถูกต้องแล้วก็โอเค กลับบ้านได้
ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ให้บริการ รู้สึกว่าได้รับบริการดีกว่าที่คาดหวังไว้ ตอนแรกนึกว่าจะช้ากว่านี้เสียอีก และเจ้าหน้าที่จะดูไม่ให้ความช่วยเหลือ แต่จริง ๆ ก็ให้การช่วยเหลือดีมาก
จบ Happy Ending
สรุป
- ไปทำแทน ต้องมีใบมอบอำนาจนะจ๊ะ ทั้งตอนแจ้งความ และตอนไปขอออกเอกสารใหม่
- หนังสือมอบอำนาจติดอากรแสตมป์ด้วยนะ ที่ขนส่งฯ มีให้บริการ ไม่ต้องหาซื้อเอง แต่ตอนไปแจ้งความ คุณตำรวจขอดูแค่ใบมอบอำนาจแบบไม่ต้องติดอากรแสตมป์ คิดว่าคงเป็นการอำนวยความสะดวก (ขอบคุณนะฮับ)
- เอาบัตรประชาชนตัวจริงของผู้มอบอำนาจไปด้วยนะเออ
- เอกสารอื่น ๆ ก็ถ่ายเอกสารพร้อมรับรองสำเนาถูกต้องให้เรียบร้อย (เอกสารพื้นฐาน คือ สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน)
- อาคาร 2 นะ ถ้าอยากจะติดต่อเรื่องทะเบียน สมุดทะเบียน การจ่ายภาษี มีป้ายบอกชัดเจนว่า รถประเภทไหนให้ไปทำที่ชั้นไหน
- ทุกอย่าง เริ่มที่จุด ประชาสัมพันธ์ ประจำชั้น จะเป็นผู้บอกว่าต้องไปทำอะไรต่อที่จุดไหน หรือรับคิวรอรับบริการได้เลย
วันอังคารที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2558
ใบปลิว
เคยสังเกตกันไหมว่า ปัจจุบันนี้ ผู้คนที่เดินถนนรับใบปลิวจากคนแจกใบปลิวน้อยลง
ฉันก็รับน้อยลงเช่นกัน เพราะประสบการณ์ที่ไม่ดีที่เกิดขึ้นกับฉัน..
บางคนอาจจะมีประสบการณ์คล้ายคลึงกับฉันก็ได้ จึงทำให้กลายเป็นคนไม่รับใบปลิว..
ระหว่างที่ฉันกำลังเดินเพื่อไปขึ้นรถไฟฟ้า ก็พบกับคนแจกใบปลิวยื่นกระดาษใบปลิวให้ฉัน คิดว่าฉันจะรับไหม??
คำตอบ คือ "ไม่"
แต่ถ้าเป็นเมื่อก่อน "รับแน่นอน"
ทำไมฉันถึงกลายร่างเป็นมนุษย์ไร้ซึ่งน้ำใจแบบนี้? แล้วเมื่อไหร่ใบปลิวจะหมด จะได้เลิกแจก รับค่าจ้าง แล้วก็กลับบ้าน?
อาจจะเพราะว่าฉัน "โดนมาเยอะ เจ็บมาเยอะ" (เอ๊ะ คำพูดแบบนี้ คุ้น ๆ นะ)
สมัยก่อน ไม่ว่าจะเจอใครแจกใบปลิวอะไร ฉันมักจะรับแจกมาเสมอ เพราะคิดว่า คนที่แจกใบปลิวก็เป็นคนทำมาหากินคนหนึ่ง เขากำลังทำงานของเขา หากสามารถแจกใบปลิวได้หมด ก็เท่ากับว่าได้รับค่าจ้าง และการรับใบปลิวมาก็ไม่ได้ออกแรงอะไรมากนัก แค่ยื่นมือไปรับ สนใจก็เก็บไว้ ถือว่าช่วย ๆ กันทำมาหากิน ไม่สนใจก็นำไปทำอย่างอื่น เช่น ใบปลิวที่หน้าหลังเป็นสีขาว หรือเป็นหน้าว่าง ๆ ฉันก็จะเอามาใช้เป็นกระดาษทด
จนกระทั่งวันหนึ่ง
ฉันเดินเพื่อไปต่อรถเมล์ตามปกติ และก็มีคนยื่นใบปลิวให้ แน่นอนว่า ฉันรับมา แล้วก็เดินต่อไป
แต่ปรากฏมือของผู้แจกใบปลิวแตะตัว ห้ามฉันไว้ บอกว่า 20 บาท
ฉันคิดในใจ อะไรนะ 20 บาทเหรอ อะไรกัน ไม่เอา ไม่จ่าย พร้อมกับยื่นใบปลิวที่รับมาให้กับคนที่แจกคนนั้น พร้อมบอกว่า ไม่เอา
แต่คนผู้นั้น กลับตอบพร้อมทำท่าขึงขัง ทำนองหาเรื่อง ว่า "20 บาท ต้องจ่าย เอาไปแล้ว ต้องจ่าย ไม่รับคืน"
ฉันดูแล้วรู้สึกท่าทางไม่ค่อยดี เพราะฉันมาคนเดียว ส่วนคนแจกใบปลิวนั้นมากันกี่คนยังไม่รู้ชัด แถมยังทำท่าขึงขังเหมือนจะทำอันตรายฉัน
ฉันจึงต้องกลั้นใจ ควัก 20 บาทให้กับคนแจกใบปลิวคนนั้น
หลังจากนั้น ไม่ว่าจะเจอคนแจกใบปลิวอะไร ฉันก็จะไม่รับ คงเพราะรู้สึกเข็ดและฝังใจกับประสบการณ์คราวนั้น จะรับก็ต่อเมื่อ ดูแล้วแน่ชัดว่า เป็นใบปลิวแจกฟรี เช่น ใบปลิวคูปองลดราคาของร้านอาหารชื่อดังที่ขายไก่ทอด หรือร้านอื่น ๆ
อีกกรณีที่จะรับ คือ คนแจกใบปลิวประกาศ ณ จุดที่แจกเลยว่า แจกฟรีครับ/ค่ะ และหากบอกด้วยว่าเป็นใบปลิวเกี่ยวกับอะไรด้วยได้ยิ่งอยากรับ
ฉันว่าส่วนหนึ่งที่ทำให้คนแจกใบปลิวในยุคนี้ต้องพยายามพูดประกาศว่าแจกฟรี และเป็นใบปลิวเรื่องอะไร เป็นเพราะว่าประสบกับปัญหาคือ คนเดินถนนมักไม่ค่อยรับใบปลิวที่ตนแจก อาจจะเพราะคนเดินถนนเหล่านั้นได้พบเจอกับประสบการณ์แบบฉันก็เป็นได้ ใบปลิวยัดเยียดและปล้นเงิน
ฉันก็รับน้อยลงเช่นกัน เพราะประสบการณ์ที่ไม่ดีที่เกิดขึ้นกับฉัน..
บางคนอาจจะมีประสบการณ์คล้ายคลึงกับฉันก็ได้ จึงทำให้กลายเป็นคนไม่รับใบปลิว..
ระหว่างที่ฉันกำลังเดินเพื่อไปขึ้นรถไฟฟ้า ก็พบกับคนแจกใบปลิวยื่นกระดาษใบปลิวให้ฉัน คิดว่าฉันจะรับไหม??
คำตอบ คือ "ไม่"
แต่ถ้าเป็นเมื่อก่อน "รับแน่นอน"
ทำไมฉันถึงกลายร่างเป็นมนุษย์ไร้ซึ่งน้ำใจแบบนี้? แล้วเมื่อไหร่ใบปลิวจะหมด จะได้เลิกแจก รับค่าจ้าง แล้วก็กลับบ้าน?
อาจจะเพราะว่าฉัน "โดนมาเยอะ เจ็บมาเยอะ" (เอ๊ะ คำพูดแบบนี้ คุ้น ๆ นะ)
สมัยก่อน ไม่ว่าจะเจอใครแจกใบปลิวอะไร ฉันมักจะรับแจกมาเสมอ เพราะคิดว่า คนที่แจกใบปลิวก็เป็นคนทำมาหากินคนหนึ่ง เขากำลังทำงานของเขา หากสามารถแจกใบปลิวได้หมด ก็เท่ากับว่าได้รับค่าจ้าง และการรับใบปลิวมาก็ไม่ได้ออกแรงอะไรมากนัก แค่ยื่นมือไปรับ สนใจก็เก็บไว้ ถือว่าช่วย ๆ กันทำมาหากิน ไม่สนใจก็นำไปทำอย่างอื่น เช่น ใบปลิวที่หน้าหลังเป็นสีขาว หรือเป็นหน้าว่าง ๆ ฉันก็จะเอามาใช้เป็นกระดาษทด
จนกระทั่งวันหนึ่ง
ฉันเดินเพื่อไปต่อรถเมล์ตามปกติ และก็มีคนยื่นใบปลิวให้ แน่นอนว่า ฉันรับมา แล้วก็เดินต่อไป
แต่ปรากฏมือของผู้แจกใบปลิวแตะตัว ห้ามฉันไว้ บอกว่า 20 บาท
ฉันคิดในใจ อะไรนะ 20 บาทเหรอ อะไรกัน ไม่เอา ไม่จ่าย พร้อมกับยื่นใบปลิวที่รับมาให้กับคนที่แจกคนนั้น พร้อมบอกว่า ไม่เอา
แต่คนผู้นั้น กลับตอบพร้อมทำท่าขึงขัง ทำนองหาเรื่อง ว่า "20 บาท ต้องจ่าย เอาไปแล้ว ต้องจ่าย ไม่รับคืน"
ฉันดูแล้วรู้สึกท่าทางไม่ค่อยดี เพราะฉันมาคนเดียว ส่วนคนแจกใบปลิวนั้นมากันกี่คนยังไม่รู้ชัด แถมยังทำท่าขึงขังเหมือนจะทำอันตรายฉัน
ฉันจึงต้องกลั้นใจ ควัก 20 บาทให้กับคนแจกใบปลิวคนนั้น
หลังจากนั้น ไม่ว่าจะเจอคนแจกใบปลิวอะไร ฉันก็จะไม่รับ คงเพราะรู้สึกเข็ดและฝังใจกับประสบการณ์คราวนั้น จะรับก็ต่อเมื่อ ดูแล้วแน่ชัดว่า เป็นใบปลิวแจกฟรี เช่น ใบปลิวคูปองลดราคาของร้านอาหารชื่อดังที่ขายไก่ทอด หรือร้านอื่น ๆ
อีกกรณีที่จะรับ คือ คนแจกใบปลิวประกาศ ณ จุดที่แจกเลยว่า แจกฟรีครับ/ค่ะ และหากบอกด้วยว่าเป็นใบปลิวเกี่ยวกับอะไรด้วยได้ยิ่งอยากรับ
ฉันว่าส่วนหนึ่งที่ทำให้คนแจกใบปลิวในยุคนี้ต้องพยายามพูดประกาศว่าแจกฟรี และเป็นใบปลิวเรื่องอะไร เป็นเพราะว่าประสบกับปัญหาคือ คนเดินถนนมักไม่ค่อยรับใบปลิวที่ตนแจก อาจจะเพราะคนเดินถนนเหล่านั้นได้พบเจอกับประสบการณ์แบบฉันก็เป็นได้ ใบปลิวยัดเยียดและปล้นเงิน
วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2558
จะเล่าให้คุณฟัง
เมื่อวาน (23 มิ.ย. 58) ไปเดินเล่นที่หอศิลป์ฯ กรุงเทพฯ แล้วได้แวะไปดูหนังสือที่ร้าน Bookmoby
ชอบร้านนี้ตรงที่เป็นร้านเล็ก ๆ มีหนังสือที่ไม่ใช่แนวตลาดเยอะดี ที่ว่าไม่ใช่แนวตลาดก็เช่น หนังสือเกี่ยวกับปรัชญา การเมือง หนังสือแปลที่ให้แนวคิดต่าง ๆ มากกว่าที่จะมีหนังสือจำพวก How to ด้านการลงทุน หุ้น การรวยทางลัด หรือบันเทิงคดีและเรื่องสั้นที่เขียนโดยคนดัง ฯลฯ
เข้าไปเดินแล้วก็ได้หนังสือมาเล่มนึง เป็นเล่มที่สนใจอยากซื้อมานาน แต่ก็ไม่มีโอกาสได้ซื้อสักที พอดีในหน้า Facebook ของร้าน Bookmoby ได้ถ่ายรูปปกและแนะนำหนังสือเรื่องนี้มา จึงเป็นการเตือนความจำให้นึกถึงว่า เล่มนี้แหละ ที่ตั้งใจจะซื้อมาอ่าน แต่ก็ไม่ได้ซื้อสักที
หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า "จะเล่าให้คุณฟัง" เขียนโดย ฆอร์เฆ่ บูกาย แปลโดย เพ็ญพิสาข์ ศรีวรนารถ พิมพ์โดย สำนักพิมพ์ผีเสื้อ
สนใจเล่มนี้เพราะคำโปรยด้านหลังของหนังสือ ว่าเป็นหนังสือที่ช่วยเรื่องจิตใจ ช่วยในการบำบัดจิตใจให้ฟื้นฟูกลับมาเป็นปกติ แถมผู้เขียนยังเป็นนักจิตบำบัดอีกด้วย ยิ่งทำให้สนใจหนังสือเล่มนี้
เนื้อเรื่องภายในเล่ม เป็นการสนทนาระหว่างนักจิตบำบัดกับผู้เข้ารับการบำบัดทางจิตใจคู่หนึ่ง โดยนักจิตบำบัดผู้นี้มีวิธีการบำบัดที่เป็นเอกลักษณ์ของตน คือ จะเล่านิทานหรือเรื่องเล่าต่าง ๆ ให้ผู้เข้ารับการบำบัดฟัง เพื่อให้ข้อคิดและแง่คิดในเรื่องต่าง ๆ หรือในเรื่องที่ผู้เข้ารับการบำบัด (เดเมียน) ไม่สบายใจ หรือมีปมในใจอยู่
มีหลาย ๆ บทที่ฉันอ่านแล้วรู้สึกว่า ปมในใจของเดเมียนนี่คล้ายหรือเหมือนกับที่ฉันมีเลย และในท้ายของเรื่องเล่าแต่ละเรื่องที่ใช้ในการบำบัด ก็คล้ายกับว่าฉันได้คลายปมในใจไปพร้อม ๆ กับเดเมียน
หนังสือเล่มนี้ น่าจะเหมาะกับใครก็ตามที่รู้สึกว่ามีปมบางอย่างในใจที่ไม่สามารถก้าวข้ามหรือผ่านไปข้างหน้าได้ ปมที่ทำให้ตนเองยึดติดกับอดีต ไม่กล้าที่จะก้าวไปข้างหน้า หรือปมบางปมที่ทำให้กลายเป็นคนที่ไม่กล้าที่จะทำสิ่งใด ทำให้ใจหดหู่
ไม่แน่ว่า อ่านแล้ว ปมในใจทั้งหมดของคุณอาจจะค่อย ๆ คลายไป ประหนึ่งว่าได้เข้าไปรับการบำบัดกับนักจิตบำบัดพร้อม ๆ กับเดเมียน
ชอบร้านนี้ตรงที่เป็นร้านเล็ก ๆ มีหนังสือที่ไม่ใช่แนวตลาดเยอะดี ที่ว่าไม่ใช่แนวตลาดก็เช่น หนังสือเกี่ยวกับปรัชญา การเมือง หนังสือแปลที่ให้แนวคิดต่าง ๆ มากกว่าที่จะมีหนังสือจำพวก How to ด้านการลงทุน หุ้น การรวยทางลัด หรือบันเทิงคดีและเรื่องสั้นที่เขียนโดยคนดัง ฯลฯ
เข้าไปเดินแล้วก็ได้หนังสือมาเล่มนึง เป็นเล่มที่สนใจอยากซื้อมานาน แต่ก็ไม่มีโอกาสได้ซื้อสักที พอดีในหน้า Facebook ของร้าน Bookmoby ได้ถ่ายรูปปกและแนะนำหนังสือเรื่องนี้มา จึงเป็นการเตือนความจำให้นึกถึงว่า เล่มนี้แหละ ที่ตั้งใจจะซื้อมาอ่าน แต่ก็ไม่ได้ซื้อสักที
หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า "จะเล่าให้คุณฟัง" เขียนโดย ฆอร์เฆ่ บูกาย แปลโดย เพ็ญพิสาข์ ศรีวรนารถ พิมพ์โดย สำนักพิมพ์ผีเสื้อ
สนใจเล่มนี้เพราะคำโปรยด้านหลังของหนังสือ ว่าเป็นหนังสือที่ช่วยเรื่องจิตใจ ช่วยในการบำบัดจิตใจให้ฟื้นฟูกลับมาเป็นปกติ แถมผู้เขียนยังเป็นนักจิตบำบัดอีกด้วย ยิ่งทำให้สนใจหนังสือเล่มนี้
เนื้อเรื่องภายในเล่ม เป็นการสนทนาระหว่างนักจิตบำบัดกับผู้เข้ารับการบำบัดทางจิตใจคู่หนึ่ง โดยนักจิตบำบัดผู้นี้มีวิธีการบำบัดที่เป็นเอกลักษณ์ของตน คือ จะเล่านิทานหรือเรื่องเล่าต่าง ๆ ให้ผู้เข้ารับการบำบัดฟัง เพื่อให้ข้อคิดและแง่คิดในเรื่องต่าง ๆ หรือในเรื่องที่ผู้เข้ารับการบำบัด (เดเมียน) ไม่สบายใจ หรือมีปมในใจอยู่
มีหลาย ๆ บทที่ฉันอ่านแล้วรู้สึกว่า ปมในใจของเดเมียนนี่คล้ายหรือเหมือนกับที่ฉันมีเลย และในท้ายของเรื่องเล่าแต่ละเรื่องที่ใช้ในการบำบัด ก็คล้ายกับว่าฉันได้คลายปมในใจไปพร้อม ๆ กับเดเมียน
หนังสือเล่มนี้ น่าจะเหมาะกับใครก็ตามที่รู้สึกว่ามีปมบางอย่างในใจที่ไม่สามารถก้าวข้ามหรือผ่านไปข้างหน้าได้ ปมที่ทำให้ตนเองยึดติดกับอดีต ไม่กล้าที่จะก้าวไปข้างหน้า หรือปมบางปมที่ทำให้กลายเป็นคนที่ไม่กล้าที่จะทำสิ่งใด ทำให้ใจหดหู่
ไม่แน่ว่า อ่านแล้ว ปมในใจทั้งหมดของคุณอาจจะค่อย ๆ คลายไป ประหนึ่งว่าได้เข้าไปรับการบำบัดกับนักจิตบำบัดพร้อม ๆ กับเดเมียน
วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2558
Pebble - วันแรกก็โดนซะแล้ว
Update 2!! ได้รับ Pebble ตัวใหม่ที่ทางสำนักงานของ Pebble ส่งมาเปลี่ยนให้แล้ว (10 ก.ค. 58) ได้เป็นเครื่องที่ผลิตในช่วงปี 2014 (ของเก่าที่กล่องเขียน copyright ปี 2013 แต่กล่องใหม่ที่ได้รับมานี้ เขียนปี copyright เป็นปี 2014) ตอนนี้ใช้งานอยู่ ยังไม่พบปัญหา
I've received a Pebble that Pebble support team has sent to me as the replacement unit. My new Pebble was manufactured in 2014 (the old one was 2013)
Now I'm using it and it works great, problem-free!!
=============================
Update!! วันนี้ (24 มิ.ย. 58) ได้รับ e-mail ตอบกลับจาก Pebble แล้ว บอกว่า ได้รับข้อมูลต่าง ๆ ครบถ้วนสำหรับการดำเนินการเปลี่ยนเครื่องใหม่ให้แล้ว และจะแจ้งให้ทราบต่อไป หากกำลังส่งเครื่องที่เปลี่ยนใหม่มาให้
Thank you Pebble support team!!
Today I've got an e-mail from Pebble support team. It said that they already got all information they want for proceed the replacement of my Pebble. They will inform me again if the process has completed.
Thank you Pebble support team!! I'll be waiting my new Pebble.
So excited!!
=============================
เมื่อวาน (18 มิ.ย. 58) ไปซื้อนาฬิกาอัจฉริยะ Pebble มา ด้วยราคา 4,290 บาท
พอกลับบ้านมาก็รีบแกะชื่นชม ลองเล่นนู่นเล่นนี่ไปเรื่อย ๆ
เล่นได้สักพัก หน้าจอก็เกิดอาการแปลก ๆ ขึ้นเป็นเส้น ๆ ลาย ๆ เหมือนทีวีโบราณเวลาไม่มีสัญญาณภาพ
เลยลองหาข้อมูลจาก google ดู พบว่า มีคนเจอปัญหาหน้าจอแบบนี้อยู่เหมือนกัน บางคนก็ลองซ่อมเอง บางคนก็เอาไปเคลม
ส่วนฉัน ขอลองเคลมดูก่อน ว่าจะเคลมได้ไหม เพิ่งซื้อสด ๆ ร้อน ๆ แบบนี้
วันแรกก็ต้องส่งเคลมซะแล้ว ยังไม่ทันได้ใช้เลย
เลยติดต่อไปทาง เว็บไซต์ ของ Pebble เรื่องสินค้ามีปัญหา
ทีนี้ก็รอทาง Pebble ติดต่อกลับมา.. จะเคลมได้มั้ยน้าาาาา...
I've bought Pebble on 18 June 2015 from gadget shop and hurry backed home for unbox it and play with it.
While I played with it, installed some watch faces and apps on my Pebble, the screen of my Pebble started to display something strange. It looks like old TV with white noise when has no signal from TV stations.
Today, I've contacted Pebble support on website and I'm waiting for reply from Pebble staff about what should I do next to claim my Pebble.
I've received a Pebble that Pebble support team has sent to me as the replacement unit. My new Pebble was manufactured in 2014 (the old one was 2013)
Now I'm using it and it works great, problem-free!!
=============================
Update!! วันนี้ (24 มิ.ย. 58) ได้รับ e-mail ตอบกลับจาก Pebble แล้ว บอกว่า ได้รับข้อมูลต่าง ๆ ครบถ้วนสำหรับการดำเนินการเปลี่ยนเครื่องใหม่ให้แล้ว และจะแจ้งให้ทราบต่อไป หากกำลังส่งเครื่องที่เปลี่ยนใหม่มาให้
Thank you Pebble support team!!
Today I've got an e-mail from Pebble support team. It said that they already got all information they want for proceed the replacement of my Pebble. They will inform me again if the process has completed.
Thank you Pebble support team!! I'll be waiting my new Pebble.
So excited!!
=============================
เมื่อวาน (18 มิ.ย. 58) ไปซื้อนาฬิกาอัจฉริยะ Pebble มา ด้วยราคา 4,290 บาท
พอกลับบ้านมาก็รีบแกะชื่นชม ลองเล่นนู่นเล่นนี่ไปเรื่อย ๆ
เล่นได้สักพัก หน้าจอก็เกิดอาการแปลก ๆ ขึ้นเป็นเส้น ๆ ลาย ๆ เหมือนทีวีโบราณเวลาไม่มีสัญญาณภาพ
เลยลองหาข้อมูลจาก google ดู พบว่า มีคนเจอปัญหาหน้าจอแบบนี้อยู่เหมือนกัน บางคนก็ลองซ่อมเอง บางคนก็เอาไปเคลม
ส่วนฉัน ขอลองเคลมดูก่อน ว่าจะเคลมได้ไหม เพิ่งซื้อสด ๆ ร้อน ๆ แบบนี้
วันแรกก็ต้องส่งเคลมซะแล้ว ยังไม่ทันได้ใช้เลย
เลยติดต่อไปทาง เว็บไซต์ ของ Pebble เรื่องสินค้ามีปัญหา
ทีนี้ก็รอทาง Pebble ติดต่อกลับมา.. จะเคลมได้มั้ยน้าาาาา...
| My Pebble with screen issue. |
While I played with it, installed some watch faces and apps on my Pebble, the screen of my Pebble started to display something strange. It looks like old TV with white noise when has no signal from TV stations.
Today, I've contacted Pebble support on website and I'm waiting for reply from Pebble staff about what should I do next to claim my Pebble.
วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2558
เซ็นทรัลลาดพร้าว หลังปรับปรุงใหม่
Updated: 29 มิ.ย. 2560 ที่โล่งหน้า Tops ชั้นใต้ดิน ที่เคยเป็นที่นั่ง กลายเป็นร้านขนมหวาน QQ ไปแล้วจ้า.. หลงดีใจ นึกว่าจะเป็นที่ให้ลูกค้านั่งพักแบบถาวร..
Updated: ไม่รู้ว่าใครที่เกี่ยวข้องกับเซ็นทรัลลาดพร้าวแอบอ่านผ่านตาหรือเปล่า ณ ตอนนี้ (15 พ.ค. 2560) ทางห้างได้มีการจัดที่นั่งให้ลูกค้ามากขึ้น ทั้งในส่วนชั้นใต้ดินบริเวณหน้า Tops และตามชั้นต่าง ๆ
นับว่าเป็นการพัฒนาที่ดี ฟังเสียงลูกค้าหรือผู้จับจ่ายใช้สอย
ไว้ถ้าที่นั่งหายไปอีก จะเข้ามาบ่นอีกนะ :-)
::เนื้อความเดิม::
หากพูดถึงเซ็นทรัลลาดพร้าว คงกล่าวได้ว่า เป็นห้างที่ฉันรู้สึกผูกพันด้วย เพราะเป็นห้างที่อยู่ในละแวกบ้านของฉัน และฉันได้มีโอกาสไปเดินเที่ยวที่เซ็นทรัลลาดพร้าวตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็กอนุบาล จนถึงปัจจุบันซึ่งทำงานแล้วก็ยังคงไปเดินอยู่ หากนับแล้วก็คงประมาณ 20 กว่าปีได้ ที่เซ็นทรัลลาดพร้าวเป็นสถานที่ที่ฉันแวะไปเดินเที่ยวบ่อยๆ
ความทรงจำของฉันกับเซ็นทรัลลาดพร้าวมีมากมาย ด้วยเหตุที่เป็นห้างที่อยู่ใกล้บ้าน ทำให้ไม่ว่าจะมาเดินเที่ยวเล่นหรือเลือกซื้อของอะไรก็มักจะมาที่นี่ ที่นี่มี Food center หรือ Food court ที่มีร้านให้เลือกมากมาย ราคาย่อมเยา มีที่นั่งอย่างพอเพียง และมีถึง 2 แห่ง คือ ชั้นบน กับ ชั้นใต้ดินติดกับ Tops Supermarket ที่นี่มี B2S ที่ขายตั้งแต่หนังสือ ซีดีเพลง ซีดีภาพยนตร์ จนไปถึงเครื่องเขียน แถมอยู่ติดกับ Zeen Zone ที่เป็นแผนกขายสินค้าเน้น design และ idea ฉันเข้าๆ ออกๆ ระหว่าง B2S และ Zeen Zone เป็นประจำ เพราะเป็นคนชอบหนังสือและสินค้าที่ออกแบบด้วยแนวคิดแปลกๆ และพื้นที่นั้นกว้างขวาง เดินสบายมาก ส่วนชั้นใต้ดินก็มีร้านขายการ์ตูนหลากหลายร้าน แถมมีหนังสือเก่าขายอีกด้วย ที่นั่งพักก็มีมากมาย โดยเมื่อเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากการเดิน ฉันมักจะไปนั่งที่ชั้นใต้ดินเพื่อคลายเหนื่อย และกินไอศครีม Dairy Queen ไปด้วย
และแล้วก็ถึงวันที่เซ็นทรัลลาดพร้าวต้องปิดเพื่อปรับปรุงโฉมใหม่ ให้ทันสมัยยิ่งขึ้น
ระหว่างที่ปิดปรับปรุง ฉันคิดถึงเซ็นทรัลลาดพร้าวมาก เพราะเป็นห้างที่เดินบ่อย อีกทั้งยังเป็นช่วงที่ฉันเรียนมหาวิทยาลัย ซึ่งตอนกลับบ้านต้องผ่านเซ็นทรัลลาดพร้าวทุกวัน ดังนั้น ตอนกลับบ้านจึงได้แวะไปเดินเล่นก่อนกลับบ้านบ่อยๆ ฉันก็ภาวนา ขอให้เมื่อปรับปรุงแล้ว ทุกอย่างดีขึ้น และยังคงเป็นห้างที่ฉันสามารถไปเดินพักผ่อนหย่อนใจได้อย่างมีความสุขเหมือนเดิม
แต่แน่นอนว่า อะไรที่ปรับปรุงใหม่ ก็ต้องไม่เหมือนเดิม บางอย่างดีขึ้น บางอย่างก็ไม่ถูกใจฉัน แต่ความเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องธรรมดา และคนเรามักต่อต้านการเปลี่ยนแปลง ดังนั้น แม้ฉันไม่ชอบก็คงต้องยอมรับ
สิ่งที่ฉันไม่ชอบเลยและคิดว่าแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด คือ Food center หรือ Food court ที่เปลี่ยนไปเป็นแผนกหนึ่งที่ติดกับ Tops Supermarket ที่อยู่ชั้นใต้ดิน จาก Food court ที่เต็มไปด้วยร้านให้เลือกมากมาย มีที่นั่งกว้างขวางกลายเป็น Food court ที่แออัด โต๊ะไม่พอนั่ง ประหนึ่งพยายามจะยัดให้มีทุกอย่างภายใต้พื้นที่ที่เล็กและจำกัดเหลือเกิน เมื่อก่อนฉันกินข้าวที่ Food court ของเซ็นทรัลลาดพร้าวบ่อยมาก แต่หลังจากปรับปรุงจนกลายเป็นพื้นที่แออัดอย่างในปัจจุบันแล้ว ฉันกิน Food court ที่นี่นับครั้งได้ เพราะมีที่นั่งไม่เพียงพอ
อีกส่วนหนึ่งที่ฉันรู้สึกว่าแย่ลง คือ เรื่องที่นั่งพัก ก่อนปรับปรุง เซ็นทรัลลาดพร้าวมีที่นั่งให้ฉันได้นั่งพักเยอะกว่าในปัจจุบัน แต่หลังจากปรับปรุงแล้ว ฉันแทบไม่เห็นที่นั่งพัก ที่นั่งพักเหล่านั้นได้กลายสภาพเป็นร้านค้า พร้อมที่นั่ง ประหนึ่งว่าฉันต้องใช้บริการร้านค้าเหล่านั้น ฉันจึงจะมีสิทธิ์นั่งพักในเซ็นทรัลลาดพร้าวได้ ซึ่งก็ไม่ผิดอะไร มาห้างก็ควรจับจ่ายใช้สอยบ้าง ให้ห้างมีเงินหมุนเวียนมาจ่ายค่าแอร์ แต่ฉันรู้สึกว่า ควรจะมีที่นั่งพักมากกว่านี้สักหน่อย ส่วนร้านหนังสือการ์ตูนที่เหลืออยู่ร้านเดียวนั้น เข้าใจว่า ในปัจจุบันหนังสือการ์ตูนขายได้น้อยลง ร้านหนังสือการ์ตูนเลยต้องทยอยปิดหรือย้ายไปที่อื่นที่ค่าเช่าที่ถูกกว่า
การเปลี่ยนแปลงสามารถนำมาได้ทั้งสิ่งที่ดีขึ้นและสิ่งที่อาจแย่ลง สิ่งที่ดีขึ้นหลังปรับปรุงใหม่ คือ ฉันรู้สึกว่าการจัดร้านแบ่งเป็นโซนมากขึ้น เช่น ธนาคาร ก็จะไปรวมกันอยู่ที่บริเวณหนึ่ง ร้านอาหารก็จะไปรวมอยู่ที่บริเวณหนึ่ง หรือร้านขายโทรศัพท์มือถือก็จะไปรวมกันอยู่ที่บริเวณหนึ่ง ทำให้สะดวกมากขึ้นเวลาที่ต้องทำธุรกรรมในเรื่องที่เกี่ยวข้อง ห้องน้ำก็ดูทันสมัยขึ้นมาก และสวยขึ้นมาก ก๊อกน้ำเป็นระบบเซ็นเซอร์ที่ไม่ต้องใช้มือเปิดปิดก๊อกน้ำ ที่จอดรถที่มีมากขึ้นจากการดัดแปลงดาดฟ้าให้มีหลังคา
นี่เป็นความรู้สึกที่ฉันมีต่อเซ็นทรัลลาดพร้าว หลังปรับปรุง
ถึงจะมีสิ่งที่ไม่ถูกใจนักก็ยังไปเดิน เพราะอยู่ใกล้บ้าน และเป็นทางผ่านเวลากลับบ้าน และระหว่างเดินบางครั้ง ฉันก็รู้สึกคิดถึงเซ็นทรัลลาดพร้าวในอดีตขึ้นมาเหมือนกัน
นับว่าเป็นการพัฒนาที่ดี ฟังเสียงลูกค้าหรือผู้จับจ่ายใช้สอย
ไว้ถ้าที่นั่งหายไปอีก จะเข้ามาบ่นอีกนะ :-)
::เนื้อความเดิม::
หากพูดถึงเซ็นทรัลลาดพร้าว คงกล่าวได้ว่า เป็นห้างที่ฉันรู้สึกผูกพันด้วย เพราะเป็นห้างที่อยู่ในละแวกบ้านของฉัน และฉันได้มีโอกาสไปเดินเที่ยวที่เซ็นทรัลลาดพร้าวตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็กอนุบาล จนถึงปัจจุบันซึ่งทำงานแล้วก็ยังคงไปเดินอยู่ หากนับแล้วก็คงประมาณ 20 กว่าปีได้ ที่เซ็นทรัลลาดพร้าวเป็นสถานที่ที่ฉันแวะไปเดินเที่ยวบ่อยๆ
ความทรงจำของฉันกับเซ็นทรัลลาดพร้าวมีมากมาย ด้วยเหตุที่เป็นห้างที่อยู่ใกล้บ้าน ทำให้ไม่ว่าจะมาเดินเที่ยวเล่นหรือเลือกซื้อของอะไรก็มักจะมาที่นี่ ที่นี่มี Food center หรือ Food court ที่มีร้านให้เลือกมากมาย ราคาย่อมเยา มีที่นั่งอย่างพอเพียง และมีถึง 2 แห่ง คือ ชั้นบน กับ ชั้นใต้ดินติดกับ Tops Supermarket ที่นี่มี B2S ที่ขายตั้งแต่หนังสือ ซีดีเพลง ซีดีภาพยนตร์ จนไปถึงเครื่องเขียน แถมอยู่ติดกับ Zeen Zone ที่เป็นแผนกขายสินค้าเน้น design และ idea ฉันเข้าๆ ออกๆ ระหว่าง B2S และ Zeen Zone เป็นประจำ เพราะเป็นคนชอบหนังสือและสินค้าที่ออกแบบด้วยแนวคิดแปลกๆ และพื้นที่นั้นกว้างขวาง เดินสบายมาก ส่วนชั้นใต้ดินก็มีร้านขายการ์ตูนหลากหลายร้าน แถมมีหนังสือเก่าขายอีกด้วย ที่นั่งพักก็มีมากมาย โดยเมื่อเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากการเดิน ฉันมักจะไปนั่งที่ชั้นใต้ดินเพื่อคลายเหนื่อย และกินไอศครีม Dairy Queen ไปด้วย
และแล้วก็ถึงวันที่เซ็นทรัลลาดพร้าวต้องปิดเพื่อปรับปรุงโฉมใหม่ ให้ทันสมัยยิ่งขึ้น
ระหว่างที่ปิดปรับปรุง ฉันคิดถึงเซ็นทรัลลาดพร้าวมาก เพราะเป็นห้างที่เดินบ่อย อีกทั้งยังเป็นช่วงที่ฉันเรียนมหาวิทยาลัย ซึ่งตอนกลับบ้านต้องผ่านเซ็นทรัลลาดพร้าวทุกวัน ดังนั้น ตอนกลับบ้านจึงได้แวะไปเดินเล่นก่อนกลับบ้านบ่อยๆ ฉันก็ภาวนา ขอให้เมื่อปรับปรุงแล้ว ทุกอย่างดีขึ้น และยังคงเป็นห้างที่ฉันสามารถไปเดินพักผ่อนหย่อนใจได้อย่างมีความสุขเหมือนเดิม
แต่แน่นอนว่า อะไรที่ปรับปรุงใหม่ ก็ต้องไม่เหมือนเดิม บางอย่างดีขึ้น บางอย่างก็ไม่ถูกใจฉัน แต่ความเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องธรรมดา และคนเรามักต่อต้านการเปลี่ยนแปลง ดังนั้น แม้ฉันไม่ชอบก็คงต้องยอมรับ
สิ่งที่ฉันไม่ชอบเลยและคิดว่าแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด คือ Food center หรือ Food court ที่เปลี่ยนไปเป็นแผนกหนึ่งที่ติดกับ Tops Supermarket ที่อยู่ชั้นใต้ดิน จาก Food court ที่เต็มไปด้วยร้านให้เลือกมากมาย มีที่นั่งกว้างขวางกลายเป็น Food court ที่แออัด โต๊ะไม่พอนั่ง ประหนึ่งพยายามจะยัดให้มีทุกอย่างภายใต้พื้นที่ที่เล็กและจำกัดเหลือเกิน เมื่อก่อนฉันกินข้าวที่ Food court ของเซ็นทรัลลาดพร้าวบ่อยมาก แต่หลังจากปรับปรุงจนกลายเป็นพื้นที่แออัดอย่างในปัจจุบันแล้ว ฉันกิน Food court ที่นี่นับครั้งได้ เพราะมีที่นั่งไม่เพียงพอ
อีกส่วนหนึ่งที่ฉันรู้สึกว่าแย่ลง คือ เรื่องที่นั่งพัก ก่อนปรับปรุง เซ็นทรัลลาดพร้าวมีที่นั่งให้ฉันได้นั่งพักเยอะกว่าในปัจจุบัน แต่หลังจากปรับปรุงแล้ว ฉันแทบไม่เห็นที่นั่งพัก ที่นั่งพักเหล่านั้นได้กลายสภาพเป็นร้านค้า พร้อมที่นั่ง ประหนึ่งว่าฉันต้องใช้บริการร้านค้าเหล่านั้น ฉันจึงจะมีสิทธิ์นั่งพักในเซ็นทรัลลาดพร้าวได้ ซึ่งก็ไม่ผิดอะไร มาห้างก็ควรจับจ่ายใช้สอยบ้าง ให้ห้างมีเงินหมุนเวียนมาจ่ายค่าแอร์ แต่ฉันรู้สึกว่า ควรจะมีที่นั่งพักมากกว่านี้สักหน่อย ส่วนร้านหนังสือการ์ตูนที่เหลืออยู่ร้านเดียวนั้น เข้าใจว่า ในปัจจุบันหนังสือการ์ตูนขายได้น้อยลง ร้านหนังสือการ์ตูนเลยต้องทยอยปิดหรือย้ายไปที่อื่นที่ค่าเช่าที่ถูกกว่า
การเปลี่ยนแปลงสามารถนำมาได้ทั้งสิ่งที่ดีขึ้นและสิ่งที่อาจแย่ลง สิ่งที่ดีขึ้นหลังปรับปรุงใหม่ คือ ฉันรู้สึกว่าการจัดร้านแบ่งเป็นโซนมากขึ้น เช่น ธนาคาร ก็จะไปรวมกันอยู่ที่บริเวณหนึ่ง ร้านอาหารก็จะไปรวมอยู่ที่บริเวณหนึ่ง หรือร้านขายโทรศัพท์มือถือก็จะไปรวมกันอยู่ที่บริเวณหนึ่ง ทำให้สะดวกมากขึ้นเวลาที่ต้องทำธุรกรรมในเรื่องที่เกี่ยวข้อง ห้องน้ำก็ดูทันสมัยขึ้นมาก และสวยขึ้นมาก ก๊อกน้ำเป็นระบบเซ็นเซอร์ที่ไม่ต้องใช้มือเปิดปิดก๊อกน้ำ ที่จอดรถที่มีมากขึ้นจากการดัดแปลงดาดฟ้าให้มีหลังคา
นี่เป็นความรู้สึกที่ฉันมีต่อเซ็นทรัลลาดพร้าว หลังปรับปรุง
ถึงจะมีสิ่งที่ไม่ถูกใจนักก็ยังไปเดิน เพราะอยู่ใกล้บ้าน และเป็นทางผ่านเวลากลับบ้าน และระหว่างเดินบางครั้ง ฉันก็รู้สึกคิดถึงเซ็นทรัลลาดพร้าวในอดีตขึ้นมาเหมือนกัน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
ต่ออายุใบขับขี่ 5 ปี เป็น 5 ปี
(ข้อมูล ณ วันที่ 23 พฤศจิกายน 2561) สวัสดีทุกคนที่หลงเข้ามานะ วันนี้เราไปต่ออายุใบขับขี่ แบบ 5 ปี (ใบขับขี่เดิมที่หมดอายุเป็นแบบ 5 ปี ไ...
-
สวัสดีทุกคนที่หลงเข้ามานะครับ ^^ เข้ามาบันทึกประสบการณ์เอาไว้ เผื่อจะเป็นประโยชน์กับคนที่กำลังหาข้อมูลเกี่ยวกับการสอบ CU-TEP แบบสอบด้วยคอม...
-
เดือนเดือด เพลงประกอบละครเดือนเดือด (พ.ศ. 2547) คำร้อง: สิทธิพร อมรพันธุ์ ทำนอง-เรียบเรียง: ธนิต เชิญพิพัฒธนสกุล ขับร้อง: ชญานี เสมอคำ ...
-
Updated: แทรกรูปที่ถ่ายมานานแล้ว แต่ไม่ได้ลงเสียที สวัสดีทุกคนที่หลงเข้ามาครับ ^^ วันนี้เจ้าของบล็อกจะมารีวิว ชาสมุนไพรริโคลา (Rico...
